| 個人檔案[Lord]相片部落格 | 說明 |
[Lord]2006/8/7 10วันใน Swizerland-Austria(4)หลังจาก 3 วันกับการนอนฝรั่งเศษติดกับ Geneva ผ่านไป พ่อก็ประชุมเสร็จแล้ว ก็เริ่มเคลื่อนพลไปสู่ Inter laken หรือเมืองระหว่างทะเลสาป เส้นทางรถไฟนั้นเหมือนกันทางที่ไป bern แต่ต่อไปอีกชั่วโมงครึ่งได้ แต่..ดวงไม่เข้าข้าง นั้งรถไฟได้ถึงครึ่งทาง...ทางปิดเพราะรถไฟชนกัน 2006/8/4 10วันในSwitzerland-Austria(2-3)แอบมาเขียนต่อหลังจาก blog ล่มๆดีไปนาน
ในวันที่2ของการไปเที่ยว เราได้นั่งรถไฟ ไปที่โลซาน(เมืองที่สมเด็จย่าเคยอยู่)และตามด้วยเบิร์น(เมืองหลวงและเมืองมรดกโลก) จริงๆแล้วการเดินทางโดยรถไฟที่โน้นสบายจริงๆอะ ไม่มีแย่งทีกัน รถไฟไม่แน่นมาก(สงสัยว่ามันกำไรได้ไงเนี่ย)
ที่โลซานนั้นเราไปถึงตอนเช้าในบรรยากาศฝนตกนิดๆ (พ่อไปประชุม ปล่อยเที่ยวเอง) ก็ไปหลงๆอยู่ซักพักเดินไปเดินมาก็ต้องกลับมาถามทางที่สถานีอีกรอบ
เบิร์น เมืองหลวงนั้นจะเป็นบรรยากาศแบบเมืองเยอร์มัน แต่ตัวเมืองสวยมากๆ จริงๆแล้วเดินไปดูเรื่อยๆอะ มันสวยด้วยตัวมันเองได้มีโอกาสผ่านบ้านไอไสตน์ด้วย(แอบไปแตะๆมาเผื่อจะฉลาดขึ้น)
แถมต่อวันที่ 3 ไปต่อทีมองเตอร์ จะมีปราสาทเก่ายุคกลางในสภาพดีอยู่ สร้างในปี ค.ศ. 1200เสร็จก็1600ได้ -*- 400ปีพอดี เดินไปก็หมดไปครึ่งวันได้มั้ง แต่สนุกดี 2006/5/7 10วันSwitzerland-Austria(1)หลังจากหลักมาอยู่เมื่อไทยทำงานอยู่แถวๆภาคชักพัก ครั้งนี้ได้โอกาสไปเที่ยวไปรอบแล้ว
เนื่องจากพ่อจะไปประชุมที่ Geneva พอดีจึงถือโอกาสตามไปด้วย ฮิฮิ เที่ยวยุโรปครั้งที่2ในชีวิตเอามัน10วันให้คุ้มไปเลย เป็นอยากไร ลองฟังดูแล้วกัน
วันที่ 25 เมษา จริงแล้ววันนี้ไม่มีอะไรหรอก เครื่องบินที่ไปรอบนี้เป็น Austria airline สายการบินนี้หาแอร์ไม่ยากเลย เพราะชุดเขาแดงทั้งชุด(ถุงน่องยังแดงเลย) เมื่อขึ้นเครื่องค้นพบว่ามันเอาใจคนไทยจัง เพราะอาหาร full coure แกมี soup เป้นต้มยำกุ้ง
หลังจากนอน+กินตลอดทางเครื่องก็มาถึง Austria ในเช้าวันที่ 25 โดยจะรอเครื่องอีก2ชั่วโมงเพื่อจะบินไป Geneve ในสวิต หลักจากที่นั่งไปอีกพัก(กินเข้าเช้ารอบที่2)ก็ถึง Geneve ไปถึงด่านคนเข้าเมืองที่ตรวจ3วิ แล้วให้เข้าเลยแบบไม่ต้องตีตาและทัก สวัสดีครับกลับมา(ไม่รู้เมียคนไทยรึเปล่าหว่า) ก็รอดสู่ Geneva จนได้ ที่Geneva เป็นเมืองที่อยู่ติดฝรั่งเศษ คนที่นี้จะพูดฝรั่งเศษ(อังกฤษ หายากกกกกก) รร.ที่พักจะเลยจองที่ฝรั่งเศษไปเลย(ถูกกว่าครึ่งแหนะ) การเดินทางง่ายนิดเดียว นั่งรถเมล์ข้ามแดน โดยเขาไม่ตรวจเอาสารอะไรเลย(นั้งมา10กว่ารอบ ก็ไม่เคยโดนตรวจ) ตั่วรถเมล์เองก็ระบบซื่อสัตย์ ซื้อเองขึ้นได้เลย ไม่ตรวจ แต่ถ้าจับได้ว่าไมมีก็3000บาท
รร. ที่ได้มันเล็กถึงเล็กที่สุด ขนาดว่าห้องน้ำอยู่ได้1คนเท่านั้น(อีกคนเข้าไม่ได้เลย) ทุกอย่างพอดีตัว แต่ก็พออยู่ได้ หลังจากพอได้สติ เราก็ไปทัว Geneva กันโดนนั่งรถเมล์ไปดูเมืองเก่า หาข้าวกลางวันกิน และนั่งเรือเที่ยวทะเลสาป โดยสัญลักษณ์ของ Geneva อันหนึ่งคือ Je-do เป็นน้ำพุพึ่งมาจากทะเลสาป(เขาทำขึ้นมาเอง)แต่ก็เป็นที่ๆ ทำให้รู่ว่ามาถึงแล้วอะ
ในตัวเมืองเองนั้น Geneva เป็นเมืองธุรกิจจึงเต็มไปด้วยคนมากมาย การค้าขาย ที่อยู่องการระดับชาติเช่น who, red-cross เป็นต้น(รูปประกอบแล้วกันอะ) เมื่อถึงเวลาอาหารก็หนีไม่พ้นอาหารมีชื่อของเขาปลาเพิล์ชทอด ที่มีdry-beef และ tomato with chees นำ (อร่อยดีอะ)
มาพูดถึงระบบขนส่งนิดนึง ที่นี้ทุกอย่างตรงเวลามากๆ 1นาทีก็คือสาย รถไฟ รถเมล์ ตามเวลาได้ในระบบที่เรียกว่าดีเยี่ยม การเดินทางหลักคือ รถไฟ รถราง และรถเมล์ ตามลำดับ โดยอย่างทีไปจะเป็นตัวใช้ได้ทุกอย่าง(ทุกระบบเชื่อมกัน)ไมจำกัดจำนวนเที่ยวการเดินทาง ข้อสำคัญสะอาดมากๆ และเขาใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก
หมดแรงกับวันแรกแล้ว เดียวจะเขียนต่ออะ 2006/1/4 4วัน3คืนที่เนปาล(3)วันที่3บ่ายๆและวันที่4
หลังจากตื่นเช้าวันที่3 ดูพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้ว พักผ่อนกันชักพักตอนเที่ยงก็ได้เดินทางลงเขา(ระยะทาง20km แต่ใช้เวลา1ชั่วโมง ทางเขาพอๆกับชอยบ้านเรา) ไปสู่ Bhaktapur เป็นเมืองหลวงเก่าก่อน Kathmandu ช่วงที่เนปาลรุ่งเรื่องช่วงหนึ่ง ลองสังเกตุดูอย่างจะเห็นว่าที่ตามรูปปั้นจะมีแป้งสีแดงๆติดอยู่เกือบทุกที่ คล้ายๆกับการบูชา ชึ่งบ่อยๆที่คนจะใช้แต้มหน้า(อันเดียวกันครับ)จากนั้นเราไปดูวัดพุทธและวัดฮินดูที่ Patan เจอแหล่งน้ำกินที่เขามาตักน้ำเพราะระบบประปายังเข้าไม่ถึงในหลายๆที่..ย้อนยุคมากๆ แล้วปิดท้ายวันด้วยร้านอาหารเนปาลและการแสดงโชว์ แล้วก็กลับขึ้นเครื่องในวันที่4ครับ 4วัน3คืนที่เนปาล (2)วันที่2และเช้าวันที่3
ในวันที่2นั้น ได้ชื้อตั๋วเครื่องบินไปชมเทือกเขาหิมาลัย (ราคาเท่าสอบTOEFLเลย ) เป็นสายการบินพุทธเจ้า(Budda Air) เครื่องบินขึ้นและบินลงที่เดิมเป็นเวลา50นาทีได้ครับ เมื่อไปถึงสนามบินในประเทศ โอ้.. โลกที่3ชัดๆเลย ยืนยันว่าแย่กว่าของ ลาว และ เวียดนามแน่นอน (เสริมนิด GDPต่อหัวของคนที่นี่อยู่ที่ 190US/ปี ซึ่งต่ำเกือบที่สุดในโลกครับ) ด่านตรวจเขาที่แยกหญิงชายหน้าตาเหมือนทางเข้าห้องน้ำ(จะเดินไปผิดแล้วตอนแรก) ผมได้ตั๋วรอบ7โมง แต่ได้ขึ้นจริงๆตอน10โมง เนื่องจากหมอกหนาทำให้สนามบินปิดจนถึง10โมงครับ แต่เมื่อได้ขึ้น..ยอมรับว่าสวยจริงๆ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปสู่วัดเก่าแก่อีกแห่งนึ่งในเมืองที่มีสถูปใหญ่ที่สุดในประเทศสร้างขึ้นศตวรรษที่6 ชื่อว่า Bouddhanath (ผมว่าหน้าตามันเหมือนๆกันอะ แต่ต่างขนาด)ตอนนี้ที่เนปาลไกด์เล่าว่าตอนนี้มีคนนั่งสมาธิมา6เดือนโดยไม่ได้กินอะไรแล้วเขาบอกว่าเขาบอกว่าป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังตรวจสอบอยู่ สำหรับพบครับ ศิลปะที่นี้ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดจะรับมาจากวัฒนธรรมของฮินดูเป็นหลักครับ ทางด้านเขมรผมจำชื่อไม่ได้แต่รู้สึกจะเป็นทางด้านของเขาเองครับ โดยพูดถึงเนื้องานเขาสู้ทางฝั่งเราไม่ได้ครับ(ลายแกะสลักหรือรูปภาพ) จากนั้นเราไปสู่ที่เผาศพที่เคยได้ยินกันว่าเผาสู่แม่น้ำคงคา แต่อันนี้เป็นต้นน้ำอีกที่ การเผาที่นี้จะต้องมีการล้างศพด้วยน้ำจากแม่น้ำ แล้วก็เผาต่อทันทีครับ ไม่มีการเก็บหรือสวดแบบบ้านเรา ที่เผาก็โล่งๆ เดินผ่านไปเห็นกันสดๆเลย ไม่ว่ากษัตริย์หรือคนปกติก็จะทำพิธีใกล้ๆกันครับ แต่จะมีแท่นขึ้นมานิดหน่อย
ในเย็นวันที่2 เราได้เดินทางไปสู่Nagarkot ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ2000m เป็นที่พักที่ใกล้หิมาลัยแห่งนึงที่สุด ไกด์บอกว่ายังไงก็ต้องดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่นี้ให้ได้ ซึ่งเป็นที่ๆสวยมากๆครับ(ผมเจอทัวร์คนไทยด้วย) ตอนกลางคืนนั้นได้เห็นทางช้างเผือกด้วยครับสวยมากๆ (คืนเดือนมืด และไม่มีแสงไฟเลยแถวนั้น) เสียดายที่ถ่ายรูปไม่ได้
4วัน3คืนที่เนปาลเนื่องจากยังเป็น1คนที่ยังไม่ได้เดินทางไปเรียนกับเขาซักที ได้แต่รอผลตอบรับไปเรื่อยๆ ช่วงปีใหม่นี้เลยถือโอกาสไปเที่ยวกับเขาบ้าง กระทู้นี้ผมเขียนไปเรื่อยๆนะครับเป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆ ในTrip เที่ยวครั้งนี้ หลังจากพยายามหาตั๋วเครื่องบินอยู่นานก่อนไมล์ฟรีจะหมดอายุ ไปจีนตั๋วเต็ม เกาหลีที่เขาจัดเที่ยวก็ไปมาแล้ว ท้ายสุดได้ตั๋วไปที่เนปาล หลายๆคนฟังแล้วถามว่าไปทำบ้าอะไร หลายๆคนว่าสวย เดี๋ยวลองดูกันต่อไปนะครับ การเดินทางครั้งนี้ผมไปกับที่บ้านกล้องถ่ายรูปที่พกไปเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ทำมาหากิน
วันที่1
เริ่มกันเลยดีกว่า เครื่องบินที่ไปนั้นเป็นเที่ยวบินของ 777 AirBus ของ Thai Airways เครื่องออกประมาณ10โมงเช้าของวันที่31(เครื่องไปจะมีแค่วันละเที่ยว บินไปและบินกลับเลย) ครั้งนี้ผิดคาดเพราะคนหนีเที่ยวไม่มากเท่าตอนสงกรานต์ สนามบินจึงไม่แน่นมาก(รีบไปกันเพราะไปจองที่นั่นด้านขวาทีเ่ห็นหิมาลัย) ในครั้งนี้ได้มีโอกาสใช้ห้องรับรองใหม่ของการบินไทยด้วยครับ เมื่อเครื่องออกไปนั้น หลังจากเดินทางกันไป2ชั่วโมง(ระยะเวลาเดินทางประมาณ3ชั่วโมง) เราก็ไม่ผิดหวังเห็นแนวยอดเขาทางด้านขวาทอดยาว ซักพักกัปตันก็ประกาศว่าเราผ่าน Everest แล้ว ก็บ้าลุกมาถ่ายรูปอยู่พักนึงจนเครื่องใกล้จะลง สนามบินที่ไปลงคือKathmanduอยู่ที่เมืองหลวงของเนปาลครับ สนามบินนี้ฝั่งนึงจะเป็นภูเขา อีกฝั่งจะเป็นหน้าผา เมื่อผ่านด่านต่างๆเรียบร้อยแล้วก็เข้าสู่เนปาลซักที ครั้งแรกเมื่อเดินออกมา มันเหมือนกรุงเทพเมื่อ30ปีก่อนได้(ใครเคยไปเวียงจันทน์ ก็ประมาณนั้นเลยครับ) แต่เมื่อรถพาไปยังโรงแรม โอ้...เราอยู่ยุคศตวรรษที่17รึเปล่าเนี่ย เมืองหลวงเขาจะมีรถพอควร ถนนไม่มีเส้นแบ่งทาง(ใครคิดว่ากรุงเทพขับรถยาก จะพบว่าที่นี่ยากกว่ามากๆ) บ้านเรือนจะสูงประมาณ2-3ชั้นและใช้อิฐสร้างแล้วไม่ทาสีเป็นส่วนใหญ่ครับ
ในวันแรกนั้นได้ไปเทียววัดจำนวน2แห่งด้วยกันครับ ประเทศย่านนี้เป็นแห่งต้นกำเนิดศาสนาพุทธและฮินดู แต่คนเนปาล80%นับถือศาสนาฮินดู แต่การเคารพสถานที่นั้นเขาจะร่วมกับทั้ง2ศาสนาครับ วัดแรกนั้นอยู่บนยอดเขา(ผมลืมชื่อไปแล้ว)สร้างตั้งแต่ยุคที่เนปาลยังรุ่งเรื่อง(ศตวรรษที่2-12 เป็นช่วง Peakของเขา) แต่ตัวจริงนั้นได้ถูกทำลายหมดโดยแผ่นดินไหว(หลายๆแห่งก็เช่นเดียวกัน) ลักษณ์ของที่นี้จะเป็นสถูป แล้วมีกังหันมนต์ล้อมเขาใช้หมุนแทนการสวดมนต์ โดยจะเขียนในภาษาสันสกฤตส่วนที่ห้อยเป็นสายคือมนตรา หรือ บทขถา ครับ ที่ๆ2ที่ได้ไปในวันนี้คือย่าน Hanuman-dhoka Durbar Square (Durbar Square จะคล้ายๆย่านกลางเมือง โดยจะมีหลัก3ที่ในเมืองครับ) ที่นี้เป็นมรดกโลก ขึ้นทะเบียนกับยูแนสโก้ เมื่อเท้าแตะพื้น พบว่า... ทำไมมันไม่ดูแลเลยว่ะ ไม่มีความเรียบร้อย คน,รถ,หมาปะปนไปหมด เด็กของตัง คนไม่มีบ้านนอนในมรดก เสมหะเต็ม และอื่นๆอีกมากมาย แต่เมื่อเดินไปซักพักนึง ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมเป็นแบบนั้น(หลังจากถามguide) คนเนปาลเองนั้นอยู่กับศาสนามข้อนข้างมาก(ระบบวรรณยังมีอยู่) สถานที่ต่างๆที่เราว่าเป็นมรดกโลกก็เหมือนวัดที่เราเข้ากัน เขามีพิธีกรรมของเขา ท้ายสุดมันไม่สามารถแยกออกมาได้ หลังจากนั้นตอนเย็นก็ไปสู่ย่านที่เขาว่ากันว่าคนต่างชาติชอบมาอยู่กัน(คล้ายๆพัตพงที่ฝรั่งชอบมาเดิน) เนื่องจากอากาศอยู่ที่ 15องศา(เมืองอยู่เหนือพื้นดิน1.5km) จะมีร้านมาตั้งมีเอาผิง เอาอาหาร เบียร์ ชา กาแฟ ออกมาขายให้นักท่องเทียวกัน แล้วก็กลับไปพักผ่อนกัน |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|