個人檔案[Lord]相片部落格 工具 說明

[Lord]

第 1 張 / 共 64 張
2006/8/7

10วันใน Swizerland-Austria(4)

หลังจาก 3 วันกับการนอนฝรั่งเศษติดกับ Geneva ผ่านไป พ่อก็ประชุมเสร็จแล้ว ก็เริ่มเคลื่อนพลไปสู่ Inter laken หรือเมืองระหว่างทะเลสาป เส้นทางรถไฟนั้นเหมือนกันทางที่ไป bern แต่ต่อไปอีกชั่วโมงครึ่งได้ แต่..ดวงไม่เข้าข้าง นั้งรถไฟได้ถึงครึ่งทาง...ทางปิดเพราะรถไฟชนกัน  เขาว่าโอกาสน้อยมากกกกๆ แต่ก็โดนไปแล้วเลยได้เลยที่เมืองทูน แล้วต่อรถเมล์ไปแทน(ชีวิต) เวลาจึงพึ่งขึ้นอีก1ชั่วโมงจากแผนเดิม (รถเมล์ช้ากว่ารถไฟอะ) เมื่อมาถึงInterlakenก็11โมงได้แล้ว เลยไม่ได้พักอะไร ฝากของใน locker และขึ้นรถไฟไปบนยอดเขา จุงเฟาร์ที่สูงสุดในยุโรปต่อเลย ทางขึ้นจะเป็นทางชันมากๆ จนต้องใช้รางที่3ช่วยในการเดินทาง เมือไปถึงสถานีสุดท้ายที่ตีนเขา ต้องไปนั่งรถไฟอีกขบวนเพื่อขึ้นไปบนยอดโดยการลอดอุโมงค์ใต้ภูเขาจนถึงยอด(ทำไปได้อะ ขุดมาตั้งแต่ปี 1917) ยอดเขาจะสูงประมาณ 5500ft ได้(มั้ง) ขึ้นไปแล้วก็เริ่มได้เที่ยวจริงๆ แต่เดี๋ยวก่อน....มันใช้เวลาขึ้นมา2ชั่วโมงได้ ก็บ่าย2ได้แล้วมั้ง เริ่มรู้สึกอดตายกัน หิมะไว้ทีหลังกินก่อน  เมื่อวิ่งหาของกินก็เกือบได้นอนจริงๆเพราะออกซิเจนมันเบาบางมากๆ ท้ายสุดก็ใช้เวลา5นาทีในการเดินขึ้น1ชั้น(ไม่น่าวิ่งเลย - -) เมื่อท้องอิ่ม ก็ได้เวลาไปเที่ยว เดินตามทางที่เขาจัดให้ไปเรื่อยๆ ก็ได้ดูรอบๆ แต่ว่า...พายุหิมะมันตกพอดี ทางเลยปิดหมด ทางที่ออกไปเดินได้ก็เดินได้ไม่เกิน20m ก็ต้องถอยเพราะพายุแล้ว(-13C และลมแรงมากๆได้อ่ามั้ง ไม่เห็นอะไรเลย)   แล้ว2ชั่วโมงผ่านไกไม่มีอะไรดีขึ้น - - แง้   ท้ายสุดตัดใจกลับลงมาข้างล่างก็ซัก6โมงเย็นได้แล้ว เอากระเป๋าและเข้าโรงแรมที่จัดไว้ (จริงเดินหาได้อาหารเยอรมันกินอีกอะ)
2006/8/4

10วันในSwitzerland-Austria(2-3)

แอบมาเขียนต่อหลังจาก blog ล่มๆดีไปนาน  (ไม่รู้จำตอนแรกกันได้ไหมอะ)
ในวันที่2ของการไปเที่ยว เราได้นั่งรถไฟ ไปที่โลซาน(เมืองที่สมเด็จย่าเคยอยู่)และตามด้วยเบิร์น(เมืองหลวงและเมืองมรดกโลก) จริงๆแล้วการเดินทางโดยรถไฟที่โน้นสบายจริงๆอะ ไม่มีแย่งทีกัน รถไฟไม่แน่นมาก(สงสัยว่ามันกำไรได้ไงเนี่ย)
ที่โลซานนั้นเราไปถึงตอนเช้าในบรรยากาศฝนตกนิดๆ (พ่อไปประชุม ปล่อยเที่ยวเอง) ก็ไปหลงๆอยู่ซักพักเดินไปเดินมาก็ต้องกลับมาถามทางที่สถานีอีกรอบ  ท้ายสุดก็ได้ไปที่โอลิมปิกมิวเซียม เจอทางเดินขึ้นแบบว่าสงสัยมันให้นักกีฬามา เพราะพี่เขาไว้ตึกบนยอดเขา แต่ทางวกไปวนมา ขึ้นไปแล้วก็ถึงด่านเสียเงิน(ไม่ดูก็เสียดายอะ) คุยไปคุยมาซื้อตั้วรถไฟแบบเรา เข้า museum ฟรีทั้ง switz (เฮ้..) จริงๆแล้วลอร์ดเข้าไปไม่รู้เรื่องกับเขาหรอก กีฬาไม่เคยดู อยากเดียวทีรู้คือไปดูคบเพลิงตั้งแต่อันแรกในการแข่งขั้นจนถึงอันสุดท้าย เขามาเก็บไว้หมดอะ หลังจากหลวมตัวไปครึ่งวันที่โลซานก็ได้เวลาเดินทางต่อไป bern ต่อไป การกินข้าวนั้นไม่ยาก ได้panini (พึ่งมารู้จักที่นี้อะ) เป็นขนมปังยาวๆใส่ใส้ปิ้งนิดๆราคา7ฟรังได้(มันช่วยชีวิตไปอีกหลายวันเลยอะ) หลังจากนั่งรถไฟอีกชั่วโมงนิดๆ ก็มาถึง bern
     เบิร์น เมืองหลวงนั้นจะเป็นบรรยากาศแบบเมืองเยอร์มัน แต่ตัวเมืองสวยมากๆ จริงๆแล้วเดินไปดูเรื่อยๆอะ มันสวยด้วยตัวมันเองได้มีโอกาสผ่านบ้านไอไสตน์ด้วย(แอบไปแตะๆมาเผื่อจะฉลาดขึ้น)   จริงๆสนใจร้านไสกรอกข้างๆมากกว่า 555ถามจากข้อมูลเขาให้ไปดูบ่อหมีเป็นสัญลักษณ์ของเมือง  ก็ได้ไปดูเป็นบ่อแล้วก็มีหมี1ตัว(แล้วทำไมต้องไปดูอ่า) หลังจากเที่ยวไปเรื่อยๆ แม่ก็หนีไปซื้อของ  ซัก4โมงเย็นก็นั่งรถไฟกลับอะ
     แถมต่อวันที่ 3 ไปต่อทีมองเตอร์ จะมีปราสาทเก่ายุคกลางในสภาพดีอยู่ สร้างในปี ค.ศ. 1200เสร็จก็1600ได้ -*- 400ปีพอดี เดินไปก็หมดไปครึ่งวันได้มั้ง แต่สนุกดี   หลังจากนั้นก็แอบไปแวะที่ เวเว่(เมือง เนสเล่ย์) ที่อยู่ใกล้ๆกัน ไม่เจออะไรเลยอะนอกจากสำนักงาน(ตอนแรกนึกว่าจะมีอะไรขาย- -)  ท้ายสุดกลับมาที่มิวเซียมของกาชาดในเจนนิวา แล้วก็หมดวันไปอีกวัน
2006/5/7

10วันSwitzerland-Austria(1)

หลังจากหลักมาอยู่เมื่อไทยทำงานอยู่แถวๆภาคชักพัก ครั้งนี้ได้โอกาสไปเที่ยวไปรอบแล้ว
เนื่องจากพ่อจะไปประชุมที่ Geneva พอดีจึงถือโอกาสตามไปด้วย ฮิฮิ เที่ยวยุโรปครั้งที่2ในชีวิตเอามัน10วันให้คุ้มไปเลย เป็นอยากไร ลองฟังดูแล้วกัน
 
วันที่ 25 เมษา จริงแล้ววันนี้ไม่มีอะไรหรอก เครื่องบินที่ไปรอบนี้เป็น Austria airline สายการบินนี้หาแอร์ไม่ยากเลย เพราะชุดเขาแดงทั้งชุด(ถุงน่องยังแดงเลย) เมื่อขึ้นเครื่องค้นพบว่ามันเอาใจคนไทยจัง เพราะอาหาร full coure แกมี soup เป้นต้มยำกุ้ง  มี ออเดิฟ เป็นเนื้อวัวแช่น้ำปลา   ไม่ทันจะไปไหนก็ได้อาหารไทยแล้ว เครื่องทีออกนั้นจริงๆออกวันที่ 24 ตอนอีก5นาทีจะเที่ยงคืน กว่าจะกินข้าวก็ตี2 ก็เท่ากับ3ทุ่มที่ยุโรปพอดี เลยได้โอกาสปรับเวลาด้วย
หลังจากนอน+กินตลอดทางเครื่องก็มาถึง Austria ในเช้าวันที่ 25 โดยจะรอเครื่องอีก2ชั่วโมงเพื่อจะบินไป Geneve ในสวิต หลักจากที่นั่งไปอีกพัก(กินเข้าเช้ารอบที่2)ก็ถึง Geneve ไปถึงด่านคนเข้าเมืองที่ตรวจ3วิ แล้วให้เข้าเลยแบบไม่ต้องตีตาและทัก สวัสดีครับกลับมา(ไม่รู้เมียคนไทยรึเปล่าหว่า) ก็รอดสู่ Geneva จนได้ ที่Geneva เป็นเมืองที่อยู่ติดฝรั่งเศษ คนที่นี้จะพูดฝรั่งเศษ(อังกฤษ หายากกกกกก) รร.ที่พักจะเลยจองที่ฝรั่งเศษไปเลย(ถูกกว่าครึ่งแหนะ) การเดินทางง่ายนิดเดียว นั่งรถเมล์ข้ามแดน โดยเขาไม่ตรวจเอาสารอะไรเลย(นั้งมา10กว่ารอบ ก็ไม่เคยโดนตรวจ) ตั่วรถเมล์เองก็ระบบซื่อสัตย์ ซื้อเองขึ้นได้เลย ไม่ตรวจ แต่ถ้าจับได้ว่าไมมีก็3000บาท
 
รร. ที่ได้มันเล็กถึงเล็กที่สุด ขนาดว่าห้องน้ำอยู่ได้1คนเท่านั้น(อีกคนเข้าไม่ได้เลย) ทุกอย่างพอดีตัว แต่ก็พออยู่ได้ หลังจากพอได้สติ เราก็ไปทัว Geneva กันโดนนั่งรถเมล์ไปดูเมืองเก่า หาข้าวกลางวันกิน และนั่งเรือเที่ยวทะเลสาป โดยสัญลักษณ์ของ Geneva อันหนึ่งคือ Je-do เป็นน้ำพุพึ่งมาจากทะเลสาป(เขาทำขึ้นมาเอง)แต่ก็เป็นที่ๆ ทำให้รู่ว่ามาถึงแล้วอะ
 
ในตัวเมืองเองนั้น Geneva เป็นเมืองธุรกิจจึงเต็มไปด้วยคนมากมาย การค้าขาย ที่อยู่องการระดับชาติเช่น who, red-cross เป็นต้น(รูปประกอบแล้วกันอะ) เมื่อถึงเวลาอาหารก็หนีไม่พ้นอาหารมีชื่อของเขาปลาเพิล์ชทอด ที่มีdry-beef และ tomato with chees นำ (อร่อยดีอะ) 
 
มาพูดถึงระบบขนส่งนิดนึง ที่นี้ทุกอย่างตรงเวลามากๆ 1นาทีก็คือสาย รถไฟ รถเมล์ ตามเวลาได้ในระบบที่เรียกว่าดีเยี่ยม การเดินทางหลักคือ รถไฟ รถราง และรถเมล์ ตามลำดับ โดยอย่างทีไปจะเป็นตัวใช้ได้ทุกอย่าง(ทุกระบบเชื่อมกัน)ไมจำกัดจำนวนเที่ยวการเดินทาง  ข้อสำคัญสะอาดมากๆ และเขาใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก
 
หมดแรงกับวันแรกแล้ว เดียวจะเขียนต่ออะ
2006/1/4

4วัน3คืนที่เนปาล(3)

วันที่3บ่ายๆและวันที่4
 
หลังจากตื่นเช้าวันที่3 ดูพระอาทิตย์ขึ้นกันแล้ว พักผ่อนกันชักพักตอนเที่ยงก็ได้เดินทางลงเขา(ระยะทาง20km แต่ใช้เวลา1ชั่วโมง ทางเขาพอๆกับชอยบ้านเรา) ไปสู่ Bhaktapur เป็นเมืองหลวงเก่าก่อน Kathmandu ช่วงที่เนปาลรุ่งเรื่องช่วงหนึ่ง ลองสังเกตุดูอย่างจะเห็นว่าที่ตามรูปปั้นจะมีแป้งสีแดงๆติดอยู่เกือบทุกที่ คล้ายๆกับการบูชา ชึ่งบ่อยๆที่คนจะใช้แต้มหน้า(อันเดียวกันครับ)จากนั้นเราไปดูวัดพุทธและวัดฮินดูที่ Patan เจอแหล่งน้ำกินที่เขามาตักน้ำเพราะระบบประปายังเข้าไม่ถึงในหลายๆที่..ย้อนยุคมากๆ แล้วปิดท้ายวันด้วยร้านอาหารเนปาลและการแสดงโชว์ แล้วก็กลับขึ้นเครื่องในวันที่4ครับ
 
 

4วัน3คืนที่เนปาล (2)

วันที่2และเช้าวันที่3
 
ในวันที่2นั้น ได้ชื้อตั๋วเครื่องบินไปชมเทือกเขาหิมาลัย (ราคาเท่าสอบTOEFLเลย  ) เป็นสายการบินพุทธเจ้า(Budda Air)  เครื่องบินขึ้นและบินลงที่เดิมเป็นเวลา50นาทีได้ครับ เมื่อไปถึงสนามบินในประเทศ โอ้.. โลกที่3ชัดๆเลย ยืนยันว่าแย่กว่าของ ลาว และ เวียดนามแน่นอน (เสริมนิด GDPต่อหัวของคนที่นี่อยู่ที่ 190US/ปี ซึ่งต่ำเกือบที่สุดในโลกครับ) ด่านตรวจเขาที่แยกหญิงชายหน้าตาเหมือนทางเข้าห้องน้ำ(จะเดินไปผิดแล้วตอนแรก) ผมได้ตั๋วรอบ7โมง แต่ได้ขึ้นจริงๆตอน10โมง เนื่องจากหมอกหนาทำให้สนามบินปิดจนถึง10โมงครับ แต่เมื่อได้ขึ้น..ยอมรับว่าสวยจริงๆ คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
 
หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปสู่วัดเก่าแก่อีกแห่งนึ่งในเมืองที่มีสถูปใหญ่ที่สุดในประเทศสร้างขึ้นศตวรรษที่6 ชื่อว่า Bouddhanath (ผมว่าหน้าตามันเหมือนๆกันอะ แต่ต่างขนาด)ตอนนี้ที่เนปาลไกด์เล่าว่าตอนนี้มีคนนั่งสมาธิมา6เดือนโดยไม่ได้กินอะไรแล้วเขาบอกว่าเขาบอกว่าป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังตรวจสอบอยู่ สำหรับพบครับ ศิลปะที่นี้ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดจะรับมาจากวัฒนธรรมของฮินดูเป็นหลักครับ ทางด้านเขมรผมจำชื่อไม่ได้แต่รู้สึกจะเป็นทางด้านของเขาเองครับ โดยพูดถึงเนื้องานเขาสู้ทางฝั่งเราไม่ได้ครับ(ลายแกะสลักหรือรูปภาพ) จากนั้นเราไปสู่ที่เผาศพที่เคยได้ยินกันว่าเผาสู่แม่น้ำคงคา แต่อันนี้เป็นต้นน้ำอีกที่ การเผาที่นี้จะต้องมีการล้างศพด้วยน้ำจากแม่น้ำ แล้วก็เผาต่อทันทีครับ ไม่มีการเก็บหรือสวดแบบบ้านเรา ที่เผาก็โล่งๆ เดินผ่านไปเห็นกันสดๆเลย ไม่ว่ากษัตริย์หรือคนปกติก็จะทำพิธีใกล้ๆกันครับ แต่จะมีแท่นขึ้นมานิดหน่อย
 
ในเย็นวันที่2 เราได้เดินทางไปสู่Nagarkot ที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ2000m เป็นที่พักที่ใกล้หิมาลัยแห่งนึงที่สุด ไกด์บอกว่ายังไงก็ต้องดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่นี้ให้ได้ ซึ่งเป็นที่ๆสวยมากๆครับ(ผมเจอทัวร์คนไทยด้วย) ตอนกลางคืนนั้นได้เห็นทางช้างเผือกด้วยครับสวยมากๆ (คืนเดือนมืด และไม่มีแสงไฟเลยแถวนั้น) เสียดายที่ถ่ายรูปไม่ได้
 
 

4วัน3คืนที่เนปาล

เนื่องจากยังเป็น1คนที่ยังไม่ได้เดินทางไปเรียนกับเขาซักที ได้แต่รอผลตอบรับไปเรื่อยๆ ช่วงปีใหม่นี้เลยถือโอกาสไปเที่ยวกับเขาบ้าง  กระทู้นี้ผมเขียนไปเรื่อยๆนะครับเป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆ ในTrip เที่ยวครั้งนี้ หลังจากพยายามหาตั๋วเครื่องบินอยู่นานก่อนไมล์ฟรีจะหมดอายุ ไปจีนตั๋วเต็ม เกาหลีที่เขาจัดเที่ยวก็ไปมาแล้ว ท้ายสุดได้ตั๋วไปที่เนปาล หลายๆคนฟังแล้วถามว่าไปทำบ้าอะไร หลายๆคนว่าสวย เดี๋ยวลองดูกันต่อไปนะครับ การเดินทางครั้งนี้ผมไปกับที่บ้านกล้องถ่ายรูปที่พกไปเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ทำมาหากิน 
วันที่1

เริ่มกันเลยดีกว่า เครื่องบินที่ไปนั้นเป็นเที่ยวบินของ 777 AirBus ของ Thai Airways เครื่องออกประมาณ10โมงเช้าของวันที่31(เครื่องไปจะมีแค่วันละเที่ยว บินไปและบินกลับเลย) ครั้งนี้ผิดคาดเพราะคนหนีเที่ยวไม่มากเท่าตอนสงกรานต์ สนามบินจึงไม่แน่นมาก(รีบไปกันเพราะไปจองที่นั่นด้านขวาทีเ่ห็นหิมาลัย) ในครั้งนี้ได้มีโอกาสใช้ห้องรับรองใหม่ของการบินไทยด้วยครับ
เมื่อเครื่องออกไปนั้น หลังจากเดินทางกันไป2ชั่วโมง(ระยะเวลาเดินทางประมาณ3ชั่วโมง) เราก็ไม่ผิดหวังเห็นแนวยอดเขาทางด้านขวาทอดยาว ซักพักกัปตันก็ประกาศว่าเราผ่าน Everest แล้ว ก็บ้าลุกมาถ่ายรูปอยู่พักนึงจนเครื่องใกล้จะลง สนามบินที่ไปลงคือKathmanduอยู่ที่เมืองหลวงของเนปาลครับ สนามบินนี้ฝั่งนึงจะเป็นภูเขา อีกฝั่งจะเป็นหน้าผา เมื่อผ่านด่านต่างๆเรียบร้อยแล้วก็เข้าสู่เนปาลซักที ครั้งแรกเมื่อเดินออกมา มันเหมือนกรุงเทพเมื่อ30ปีก่อนได้(ใครเคยไปเวียงจันทน์ ก็ประมาณนั้นเลยครับ) แต่เมื่อรถพาไปยังโรงแรม โอ้...เราอยู่ยุคศตวรรษที่17รึเปล่าเนี่ย เมืองหลวงเขาจะมีรถพอควร ถนนไม่มีเส้นแบ่งทาง(ใครคิดว่ากรุงเทพขับรถยาก จะพบว่าที่นี่ยากกว่ามากๆ) บ้านเรือนจะสูงประมาณ2-3ชั้นและใช้อิฐสร้างแล้วไม่ทาสีเป็นส่วนใหญ่ครับ
 ในวันแรกนั้นได้ไปเทียววัดจำนวน2แห่งด้วยกันครับ ประเทศย่านนี้เป็นแห่งต้นกำเนิดศาสนาพุทธและฮินดู แต่คนเนปาล80%นับถือศาสนาฮินดู แต่การเคารพสถานที่นั้นเขาจะร่วมกับทั้ง2ศาสนาครับ วัดแรกนั้นอยู่บนยอดเขา(ผมลืมชื่อไปแล้ว)สร้างตั้งแต่ยุคที่เนปาลยังรุ่งเรื่อง(ศตวรรษที่2-12 เป็นช่วง Peakของเขา) แต่ตัวจริงนั้นได้ถูกทำลายหมดโดยแผ่นดินไหว(หลายๆแห่งก็เช่นเดียวกัน) ลักษณ์ของที่นี้จะเป็นสถูป แล้วมีกังหันมนต์ล้อมเขาใช้หมุนแทนการสวดมนต์ โดยจะเขียนในภาษาสันสกฤตส่วนที่ห้อยเป็นสายคือมนตรา หรือ บทขถา ครับ ที่ๆ2ที่ได้ไปในวันนี้คือย่าน Hanuman-dhoka Durbar Square (Durbar Square จะคล้ายๆย่านกลางเมือง โดยจะมีหลัก3ที่ในเมืองครับ) ที่นี้เป็นมรดกโลก ขึ้นทะเบียนกับยูแนสโก้ เมื่อเท้าแตะพื้น พบว่า... ทำไมมันไม่ดูแลเลยว่ะ ไม่มีความเรียบร้อย คน,รถ,หมาปะปนไปหมด เด็กของตัง คนไม่มีบ้านนอนในมรดก เสมหะเต็ม และอื่นๆอีกมากมาย  แต่เมื่อเดินไปซักพักนึง ก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมเป็นแบบนั้น(หลังจากถามguide) คนเนปาลเองนั้นอยู่กับศาสนามข้อนข้างมาก(ระบบวรรณยังมีอยู่) สถานที่ต่างๆที่เราว่าเป็นมรดกโลกก็เหมือนวัดที่เราเข้ากัน เขามีพิธีกรรมของเขา ท้ายสุดมันไม่สามารถแยกออกมาได้ หลังจากนั้นตอนเย็นก็ไปสู่ย่านที่เขาว่ากันว่าคนต่างชาติชอบมาอยู่กัน(คล้ายๆพัตพงที่ฝรั่งชอบมาเดิน) เนื่องจากอากาศอยู่ที่ 15องศา(เมืองอยู่เหนือพื้นดิน1.5km) จะมีร้านมาตั้งมีเอาผิง เอาอาหาร เบียร์ ชา กาแฟ ออกมาขายให้นักท่องเทียวกัน แล้วก็กลับไปพักผ่อนกัน

 
 

Kitayapron Sathana

職業